กำเนิด Google Search Engine

posted on 10 Aug 2009 00:18 by kawitsorn

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Google แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า Google มีต้นกำดนิดมาอย่างไร

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อีกหนึ่งสุดยอดแห่งมหาวิทยาลัยด้านไอที (จริงๆแล้ว Stanford ก็จัดว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกในสาขาอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเช่นกัน) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของสุดยอด 2 ไอเดียออนไลน์ระดับโลกอย่าง Yahoo! และ Google แล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ๆกันอยู่ด้วยซ้ำไป ที่นี่เป็นที่ที่ คุณ John von Neuman (จอห์น วอน นูแมน) คิดและประิดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมที่เหมือนกับที่เราใช้อยู่นี่ แหล่ะ เป็นคนแรกของโลก (แม้จะไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็ตาม – สับสนมั้ยครับ – คืออย่างงี้ครับ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อว่า ENIAC ซึ่งเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต่อมาคุณ von Neuman ซึ่งก็ช่วยงานในการสร้างคอมพิวเตอร์ ENIAC อยู่ด้วย แกเสนอว่า เราน่าจะแยกส่วนของคอมพิวเตอร์ออกเป็น หน่วยประมวลผล หน่วยความจำ หน่วยรับเข้าและส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และเป็นสถาปัตยกรรมที่เรายังใช้มาอยู่จนในปัจจุบัน หลายสถาบันก็เลยยกย่องให้ von Neuman เป็นบิดาของคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว) แหม! พูดถึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซะยืดยาวเลย พักไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวหาใครที่กำลังเรียนแถวนั้นมาบรรยายสรรพคุณของ Stanford ต่อ ตอนนี้เข้าเรื่องกูเกิ้ลดีกว่าครับ เดี๋ยวกระดาษจะหมดซะก่อน

 

 Sergey Brin (เซอร์เก บริน1)

 

เรื่ิิองก็เริ่มตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนปี 1995 ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แหละครับ ตอนนั้น Sergey Brin (เซอร์เก บริน1) 1 ใน 2 ของผู้ก่อตั้ง กูเกิ้ล เป็นแค่นักเรียนปริญญาเอก ที่กำลังจะขึ้นปี 2 ของภาควิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาเป็นนักศึกษาช่วยงาน Open House

โดยปกติทุกๆปีใน ช่วงก่อนเปิดเทอมนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆเค้าจะมีการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน เราเรียกว่า Open House (ที่เมืองไทยก็เห็นมีบ้างแล้วหลายมหาวิทยาลัย) คือว่าใครที่สนใจที่จะเรียนในมหาิวิทยาลัยไหน คณะไหน ก็จะไปงาน Open House ของที่นั่น ที่จะมีคนมาคอยพาทัวร์ และแนะนำสถานที่ แนะนำคณะ แนะนำ Lab แนะนำครูอาจารย์ เป็นปกติเหมือนทุกๆปี แต่ปีนี้เองพระเอกคนที่สองของเรา คือคุณ Larry Page (ลาร์รี่ เพจ) ก็โผล่มาในงาน Open House ในปีนี้ หลังจากได้ดีกรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan University) มาหยกๆ
 
Larry Page (ลาร์รี่ เพจ)

ทั้งสองเจอกันเพราะ Larry Page ไปอยู่ในกลุ่มทัวร์ ที่มี Sergey Brin เป็นหัวหน้ากลุ่มทัวร์พอดี

ดู ท่าว่างานนี้ไม่ใช่รักแรกพบครับ เพราะระหว่างทางที่เดินทัวร์มหาวิทยาลัย และเมือง San Francisco อยู่ ทั้งสองคนนี้ก็มีเรื่องให้ถกเถียงกันได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของการจัดผังเมืองของ San Francisco (??!!??)

Page เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเค้าจำได้ว่า Sergey Brin เป็นคนที่มีความคิดที่ค่อนข้างจะติดยึด
เป็น คนที่ไม่ค่อยโสภาที่น่าจะอยู่ใกล้เท่าไหร่ ถ้าคิดว่าตัวเองถูกละก็จะเีถียงหัวชนฝา ซึ่งบังเอิญว่า ตัวเอง (Page) ก็เป็นคนแบบนั้น ส่วน Sergey ก็บอกว่าจริงๆแล้ว Larry ก็ออกจะแปลกๆอยู่เหมือนกันแหละ เถียงหัวชนฝา ไม่ค่อยยอมใคร (เอากันเข้าไป มิน่าหล่ะ เถียงกันได้ทั้งวัน)


เอาเป็นว่า ทั้งคู่ถกเถียงกันเรื่องต่างๆทั้งวันที่เดินทัวร์ แม้จะไม่ลงรอยด้วยดี แต่ทั้งคู่ก็จำกันได้ดีก่อนจะแยกจากกันในตอนเย็น (แหม! พล็อตยังกับหนังไทยเลยครับ พระเอกกับนางเอกเจอกันครั้งแรกจะต้องมีทะเลาะตบตี ต่างคนต่างบอกว่าเกลียด แต่ในใจคิดถึงอยู่)

อีก 2-3 เดือนถัดมา มหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมครับ Page ก็เข้ามารายงานตัว และเลือก Prof. Terry Winograd ผู้เชี่ยวชาญด้านการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และก็เริ่มมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์

พ่อของ Larry Page (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ด้าน Computer Science อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน) บอกว่า Thesis ปริญญาเอก จะเป็นเหมือนกรอบ ที่จะคอยกำหนดอนาคต ด้านวิชาการของเราไปทั้งชีวิต ก่อนจะตัดสินใจเลือกทำให้ไตร่ตรองให้ดี ทำให้ Page ใช้เวลาอยู่นานในการเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หลังจากลองนึกๆดูสิบกว่าเรื่อง สุดท้ายก็มาลงที่เรื่อง World Wide Web นี่เอง

และแล้วจุดเริ่มต้นของไอเดียเล็กๆ ก็กลายเป็นไอเดียที่เปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบ จุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟท์แวร์อีกตน ก็เริ่มขึ้นที่นี่ …

Google Algorithm

 

 

 

 

Page และ Brin ในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็ค google ที่หอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย (ภาพจากวารสาร WIRED )

 

และแล้ว โปรเจ็ค search engine โดยนักศึกษา 2 คน ... ก็เริ่มเป็นรูปร่างที่ชัดเจน เค้าเริ่มขอบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆที่มหาวิทยาลัยไม่ได้ใช้แล้วมา ต่อกันเป็น server เค้าเริ่มจะหาเงินมาซื้อ harddisk เพิ่มเติม เพราะตอนนี้ข้อมูลที่ clawler เก็บมามันโตขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งสองคนจึงตั้งชื่อ search engine ตัวใหม่ของเค้าว่า Google ที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่สะกดผิด เพี้ยนมาจากคำว่า googol (ที่แปลว่า เลข หนึ่ง ตามด้วย ศูนย์ 100 ตัว - สังเกตุสัญลักษณ์ของ Gooooooooooooooooooooogle)

 

Server ของ Google เมื่อปี 1998 สมัยที่ยังอยู่ที่ Stanford เป็นเครื่องที่ได้จากการบริจาคทุกเครื่อง
(ปัจจุบัน Search Engine ของ Google ทำงานอยู่บน Linux Server Farm จำนวนประมาณ 250,000 เครื่อง
)

 

 

แหล่งความรู้เพิ่มเติม และ อ้างอิง
+ เทคโนโลยีของกูเกิ้ล (http://www.google.com/technology/) อธิบาย PageRank โดยต้นสังกัด
+ PageRank ทำงานอย่างไร (http://www.webworkshop.net/pagerank.html) รายละเอียดพร้อมสูตรคำนวณ
+ วารสาร WIRED ฉบับ August, 2005 (John Battelle, The Birth of Google, WIRED, August 2005)
+ ประวัติศาสตร์ของ Google (http://www.google.com/corporate/history.html)

บทความใกล้เคียง
+ GMail ขีดสุดความล้ำหน้าด้านธุรกิจสารสนเทศ
+ Google Earth

 

 

edit @ 10 Aug 2009 00:46:27 by kawitsorn

edit @ 10 Aug 2009 00:47:59 by kawitsorn

สถาปัตยกรรม

posted on 01 May 2009 04:04 by kawitsorn

สถาปัตยกรรม คือ สิ่งปลูกสร้าง ที่มนุษย์เข้าไปใช้งานได้โดยการใช้สอยภายในอาคาร จะเป็นรูปแบบใดก็ได้เช่นที่พักอาศัย สถานศึกษา สำนักงาน ร้านค้าเป็นต้น

แม้ว่าสถาปัตยกรรมจะมีรูปทรง และ การใช้งานแตกต่างกันไป แต่แก่นสาร ของสถาปัตยกรรมคือสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์เข้าไปใช้งานได้

 

บ้านคือสถาปัตยกรรมพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่า รูปทรงของบ้าน จะแตกต่าง อย่างบ้านไทย ต่างจากบ้านยุโรป

สไตล์ แบบ minimal , modern, classic หรือ อาจเป็น รูปแบบบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม บ้านแฝด แต่ทั้งนี้แก่นสารของบ้านก็ยังคงเป็นสถานที่ พักผ่อน ที่รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ใช้หลับนอน และ ทำ กิจกรรมของครอบครัวเหมือนกันหมด

 

 

จึง ถือได้ว่าในงานสถาปัตกรรม จะประกอบไปด้วย รูปแบบ (Form) และสัจธรรม(real)ที่เป็นเหมือนนิยามความหมายของสิ่งที่เรียกสถาปัตยกรรม โดยที่เรามักแบ่งประเภทของสถาปัตยกรรมตามการใช้งาน รวมถึงรูปทรงของมัน

จากแนวคิดนี้ได้สอดคล้องกับ

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเพลโต ก็คืออภิปรัชญาแบบทวิภาค ที่มักเรียกกันว่า (ในอภิปรัชญา) ลัทธิเพลโต หรือสัจนิยม

 

โดยได้มีการแบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน

โลกของรูปแบบ (form) เป็นโลกที่สามารถรับรู้ได้ จากการเห็นรูปแบบที่จับต้อง สัมผัสได้ เหมือน สำเนาที่ไม่สมบูรณ์แบบ มีความแตกต่างของรูปทรง และ ขนาด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่คงที่

โลกของความเป็นจริง ( real world) เป็นโลกสัจธรรมที่เป็นแก่นสาร ของสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เป็นนามธรรมที่ต้องใช้ความเข้าใจและสติปัญญา ถึงจะเห็นโลกความเป็นจริงได้...

 

edit @ 17 Jul 2009 03:00:42 by kawitsorn

ะรู้ว่าคุณกำลังเรียน'ถาปัด(-A-R-C-H-I-E-C-T-U-R-E-) เมื่อ...

                                                                 



---->นาฬิกาปลุกบอกเวลาไปนอน ไม่ใช่ตื่น                                                             
---->ไม่อายที่จะหลับน้ำลายยืดในชั้นเรียน โดยเฉพาะวิชาคอน. (contrucstions)

---->รู้ว่ายู้ฮูกับพริตต์รสเป็นอย่างไร

---->คุณเฉลิมฉลองให้กับ space

---->กาแฟกับกระทิงแดงไม่ใช่เครื่องดื่ม แต่เป็นอุปกรณ์ (55+ อันนี้จิง )

---->คุณตกใจเมื่อเห็นตึกใหม่ในมหาลัย (พวกบ้าตึก)

---->คุณคิดว่าการสร้าง space เป็นไปได้

---->หลับติดต่อกันมากกว่า 20 ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์ (เคยลองๆ)

---->ทะเลาะกับสิ่งไม่มีชีวิต

---->ผลอยหลับในห้องน้ำ

---->น้องชายหรือน้องสาวของคุณคิดว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียว 5555 (อันนี้แล้วแต่คนนะอย่ารวมกัน)

---->ฟังซีดีทั้งหมดในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง

---->ไม่ค่อยมีคนเห็นคุณในที่สาธารณะ

---->ทำกุญแจบ้านหายแต่ไม่รู้ตัวเป็นอาทิตย์

---->อาบน้ำ แปรงฟันในห้องน้ำข้างๆสตูดิโอ

---->คุณพบประโยชน์ของการมีผมสั้นหรือผมเกรียน แล้วก็เริ่มจะชอบหัวล้านๆ

---->ใช้ฟิลม์หมดม้วนถ่ายทางเดินอย่างเดียว (55+ อาร์ตเตอะ )

---->รู้ว่าเครื่องขายของอัตโนมัติเติมของกี่โมง

---->พกยาระงับกลิ่นตัวอยู่ตลอด (แล้วแต่คน)

---->ตอนทำโมเดลจะรีไซเคิลของเก่งมาก (เอาของเก่า ขี้เกียจตัดใหม่ )

--->เวลาคุยกับคนอื่นเหมือนกับว่าจะพยายามร้องอะไรงึมๆงำๆ

---->ลุกขึ้นมาเต้นอย่างเมามันตอนตีสาม ทั้งๆที่ไม่ได้กินเหล้าซักหยด (55+อันนี้มันบ้า)

---->เขียนโน๊ตด้วยปากกาเขียนแบบหรือโยเคน

---->คุณรวมอาหารสามมื้อเป็นมื้อเดียว (อันนี้จิงสุดๆ)

---->วันหยุดเป็นวันนอนเพิ่ม (555555555+ ถูกใจ )

---->คุณมีรูปถ่ายตึกมากกว่าคน

---->เอาแฟนไปเที่ยวที่ไซท์ก่อสร้าง (อนาคตๆ)

---->สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องติดต่อกับคนอื่น กินอาหาร

หรือโดนแสงอาทิตย์แต่ถ้างานปรินท์ไม่ออกนี่ขอตายดีกว่า

---->ใช้โฟโต้ชอป อิลลัสเตรเตอร์และทำเวบได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ใช้ Excel

ไม่เป็น (อันนี้พึ่งประสบมาสดๆร้อน )

---->เรียกชื่อจริงของสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่อย่างกับว่าเป็นเพื่อน (แฟรงค์ คอร์บู

มิส...)

แฟรงค์=แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์

คอร์บู=เลอ คอร์บูซิเอร์

มิส=มิส แวน เดอ โรห์

---->ซื้อ Art4D room daybed หรือ บ้านและสวนทุกเดือนแต่ยังไม่ได้อ่านกว่าครึ่ง นี่ก็จิง

---->ค่าใช้จ่ายกว่า50%จะหมดไปกับการเรียน+ทำงาน (อยากให้แม่อ่าูนจัง)

---->ท่านมักจะไม่ค่อยมีเงินกินข้าว แต่สามารถหาเงินมากินเหล้าได้

---->สิ่งที่ทำกันเป็นปกติ จะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับคนนอก

---->บุหรี่หมดเร็วมาก

โดยเฉพาะช่วงที่คิดแบบไม่ออก...

---->เวลาคนบอก ดื่มน้ำสิงห์ คุณนึกถึงเหล้ามากกว่าน้ำเปล่า

---->ตีสองตีสามเป็นเวลาปกติ แต่บ่ายสองบ่ายสามนี่มีอยู่บนโลกด้วยฤา?

---->เปลี่ยนแนวไปฟังลูกทุ่งมากขึ้น หลังจากฟังซีดีทั้งหมดแล้วตอนเที่ยงคืน

---->แบรนด์เนมของพี่สาวคือ แอร์เมส พราด้า ดีเคเอ็นวาย แบรนด์เนมของคุณคือ

โคปิก มาสเท็ก สเต็ดเล่อร์

---->คนอื่นพูดว่า "โล่งจัง" คุณพูดว่า "สเปซเยอะจัง"

---->คณะอื่นเรียน 2-3วิชา ในครึ่งวัน แต่คุณเรียน2วิชาจนถึงเย็น

---->การไม่อาบน้ำ2-3วัน เป็นเรื่องปกติ

---->ยิ่งขึ้นปีสูงยิ่งเริ่มปัญญาอ่อน

---->เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณจะสรรหาเพลงเก่ามาฟังมากกว่าการหาเพลงใหม่ฟัง

---->วิทยุเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด

---->น้ำประปาดื่มได้

---->อาหารเหลือกินได้

---->เสื้อเหม็น รองเท้าเหม็น กางเกงเหม็น ใส่ได้

---->เชื้อราในร่มผ้า เหมือนเครื่องแสดงความเป็นคนจริง

---->วิชาที่ต้องอ่านหนังสือ ที่มีตัวหนังสือเกินครึ่งหน้า

จะถูกพิจารณาในการอ่านหลังสุด ทั้งๆที่อ่านหนังสือนิยาย ได้เป็นเล่มๆ

----> 7/11 เพื่อนคู่ใจในยามดึก

------>เวลานอนสำคัญกว่าแฟน................โดนทิ้งในเวลาต่อมา

---->ไม่กล้ามีแฟน เพราะไม่มีใครพอจะรับได้ 555       

                            คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ
                                                                                                                            ......

edit @ 20 Feb 2009 00:11:22 by kawitsorn

edit @ 28 Mar 2009 21:55:42 by kawitsorn

edit @ 28 Mar 2009 22:30:53 by kawitsorn

สถาปัตยกรรม (Architecture)

posted on 19 Feb 2009 23:33 by kawitsorn

  สถาปัตยกรรม (Architecture)   เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคาร ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำนวนมาก และเป็นงานศิลปะ ที่มีอายุยืนยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะ ความงดงาม และคุณค่าของสถาปัตยกรรม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังนี้ คือ

 

1. การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
2. การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3. การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน

 

สถาปัตยกรรมแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ หรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ศาลา ฯลฯ
2. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างอื่น ๆ เช่น อนุสาวรีย์ เจดีย์ สะพาน เป็นต้น ผู้สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม เรียนว่า สถาปนิก (Architect)

 

6 สถาปนิกภายหลังสถาปัตยกรรม ยุคโมเดิร์น

 

หลุยส์ ไอ คาห์น: จากสารัตถะแห่งอดีตกาล
โรเบิร์ต เวนทูรี่: ความซับซ้อนและความขัดแย้ง
ปีเตอร์ ไอเซนแมน: ไดอะแกรมกับการสูญสลายของภาพลักษณ์
เลบเบียส วู้ดส์: สงคราม เครื่องจักร และสถาปัตยกรรม
มาร์คอส โนแวค: ศิลปินแห่งไซเบอร์สเปซ
เกร็ก ลินน์: ในเรือนร่างและความซับซ้อน

       เส้นทางเดินของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หรือโมเดิร์น (Modern architecture) ซึ่งพาดผ่าน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จวบจนกลางศตวรรษที่ 20 ได้พลิกโฉมกระบวนทัศน์ของมนุษย์ ไปสู่ระบบการคิดและปฏิบัติในเชิงจักรกล อีกทั้งยังเชิดชู 'สุนทรีภาพของจักรกล' ขึ้นมาแทนคุณค่าของ 'มนุษย์' อย่างหมดสิ้น เป็นชั่วขณะหนึ่ง ที่สถาปัตยกรรมได้ถูกสรรค์สร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่ดั่งเครื่องจักร ในการตอบสนองพฤติกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคม ภายใต้แก่นความคิดหลักที่ขนานนามกันว่า 'เหตุผลนิยม (Rationalism)' มากไปกว่าการมุ่งตอบสนองในเชิงศิลปะ หรือศรัทธาทางศาสนาดังเช่นอดีต ต้นกำเนิดของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นนั้น อาจเป็นไปตามที่เจอร์เก้น ฮาแบร์มัส (Jurgen Habermas) นักปรัชญาชาวเยอรมันได้กล่าวไว้ว่า เกิดจากผลกระทบ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันท้าทายต่อรูปแบบสถาปัตยกรรม3 ประการ คือ

1. ความต้องการใหม่เชิงคุณภาพ ในการออกแบบสถาปัตยกรรม
2. วัสดุใหม่ และเทคนิคในการก่อสร้าง
3. การโอนอ่อนของสถาปัตยกรรม ต่อประโยชน์ใช้สอยใหม่ๆ

สถาปนิก ตะวันตกจำนวน 6 ท่าน (หลุย ไอ คาห์น, โรเบิร์ต เวนทูรี่, ปีเตอร์ ไอเซนแมน, เลบเบียส วู้ดส์, มาร์คอส โนแวค และเกร็ก ลินน์) ในหนังสือเล่มนี้ เป็นตัวแทนของความเคลื่อนไหวในสถาปัตยกรรม ที่พยายามนำเสนอคำตอบ หรือบทวิพากษ์ ต่อสกุลความคิดแบบโมเดิร์น (a critique of Modernism) ในหนทางที่แตกต่างกัน อันถือเป็นความเคลื่อนไหวในช่วงท้ายสุด ก่อนที่ทศวรรษที่ 20 ล่วงพ้นไป นักคิดเหล่านี้ ต่างช่วยกันผลักดันสถาปัตยกรรม ให้หลุดพันไปจากหนทางอันตีบตันเดิมๆ ถึงแม้ว่าบางแนวทางขัดแย้งกันเอง หรือคงอยู่เพียงชั่วคราว

บท ความเกี่ยวกับสถาปนิกทั้ง 6 ไม่อาจครอบคลุมกระแสความคิดทางสถาปัตยกรรม หลังโมเดิร์นได้ครบถ้วน แต่น่าจะให้ภาพรวมได้ในระดับหนึ่ง โดยเริ่มต้นที่ หลุย คาห์น ผู้เป็นสถาปนิกในช่วงรอยต่อระหว่างโมเดิร์นตอนปลาย และโพสต์โมเดิร์น จนถึงมาร์คอส โนแวค ผู้นำสถาปัตยกรรมล้ำเข้าไปสู่โลกของไซเบอร์สเปซ อันไร้ตัวตนทางกายภาพ และท่ามกลางจุดเชื่อมต่อแห่งสหัสวรรษที่เพิ่งผ่านพ้นไป.

 

เว็บไซต์เพิ่มเติม
http://www.architecture.com
www.architecturemag.com
www.architectureweek.com

 

edit @ 19 Feb 2009 23:41:55 by kawitsorn

edit @ 17 Jul 2009 02:59:28 by kawitsorn